5 สุดยอดตำแหน่งงานยุคดิจิทัลที่หลายองค์กรควานหาตัว

โลกการแข่งขันในสนามของธุรกิจดิจิทัลเปลี่ยนโฉมไปมากทีเดียว เดิมเราต้องการผู้บริหารเก่งๆที่จะทำให้องค์กรสามารถต่อสู่กับคู่แข่งได้ ต้องการคนผลิตสินค้าเก่งๆ เพื่อทำให้ต้นทุนการทำงานน้อยลง การสมัครงานเปิดรับคนที่มีทักษะการทำงานที่เป็น Hard Skill แต่ในโลกดิจิทัล การรับสมัครงานมีความแตกต่างออกไป เพราะมีตำแหน่งงานใหม่ๆที่องค์กรต้องการตัวและมีผู้สมัคงานเข้ามาแข่งขันตำแหน่งต่างๆเหล่านี้น้อยราย ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ผู้ที่กำลังจะสมัครงานควรศึกษาไว้และพัฒนาตัวเองให้พร้อมต่อตำแหน่งงาน 5 สุดยอดตำแหน่งงานยุคดิจิทัลที่หลายองค์กรควานหาตัวมีอะไรบ้างเรามาดูกันเลย

1. ตำแหน่งบริหารที่จำเป็นสำหรับธุรกิจในยุคดิจิทัล คือ Chief Digital Officer เรียกกันง่ายๆว่า CDO ซึ่งยังมีจำนนน้อยมาก PwC ระบุว่า จำนวนบริษัทชั้นนำทั่วโลกที่จ้างคนมาทำหน้าที่ CDO มีอยู่เพียง 6% เท่านั้นและองค์กรขนาดใหญ่กำลังต้องการคนในตำแหน่งนี้

2. Strategic Planner หรือ Head of Digital Marketing คือตำแหน่งของนักวางกลยุทธ์ ที่สอดคล้องกับตลาดยุคดิจิทัล ต้องทำหน้าที่ วิเคราะห์ลักษณะของแบรนด์ โดยใช้ source ของ Brand Manual ในการนำลักษณะของแบรนด์มาสร้าง Key Word และคาแรกเตอร์ของแบรนด์ การระดมความคิดของสมาชิกในทีม เพื่อวิเคราะห์จุดอ่อนและจุดแข็งของแบรนด์ รวมทั้งวิเคราะห์ Consumer Insight คือความต้องการของลูกค้า ต้องมีทักษะ เจรจาต่อรอง  ทักษะการใช้ Social Media อาจพ่วงตำแหน่งเป็น Ads Managerมีหน้าที่ วิเคราะห์ Return on investment  วิเคราะห์ Organic Reach และ Paid Reach  ส่งผลวิเคราะห์กลับไปให้ทีม โดยเฉพาะ Strategic Planner กับ Content Creator

3. Content Creator มีหน้าที่ในการวางโครงเรื่องของ content เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับแบรนด์ได้ เขียน content การสร้าง promotion เขียน content guideline ให้กับทีมงาน ต้องมีความคิดสร้างสรรค์มีทักษะการประสานงานมีความเป็น Copy Writer

4. Graphic Design คือคนออกแบบภาพกราฟฟิกให้เหมาะสมกับช่องทางการสื่อสาร ที่แบรนด์จะนำเสนอต่อลูกค้า ต้องมีความเข้าใจในเรื่องของการวาง Layout ภาพสำหรับการทำการตลาดออนไลน์ ทั้งทางFacebook, Instagram, YouTube, Snapchat, Email Marketing Designing, Website banner ควรมีประสบการณ์ในการทำ Digital Visual Marketing  และมีความคิดสร้างสรรค์ซึ่งสำคัญมาก

5. Online Community Manager เป็นผู้ดูแลชุมชนออนไลน์ของแบรนด์ ทุกช่องทางออนไลน์ Social Media หรือทางด้าน Website องทำงานร่วมกับ Content Creator และ Graphic Design โดยรับเอาชิ้นมามาวางตาราง ในการโพสต์แต่ละช่องทาง เพื่อให้เกิดการสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมาย เป็นผู้ดูแล ตอบคำถามลูกค้า ดูแลลูกค้า ทุกช่องทาง  พ่วงกับการทำ Online Customer Service  ต้องมีความรู้จักและคุ้นเคยกับวิธีการทำโฆษณา บนโลก Social Media เข้าใจ Mood & Tone ของแบรนด์

เราพบว่าในมหาวิทยาลัยเริ่มมีการสอนที่ครอบคลุมทักษะความสามารถข้างต้นแต่ในโลกปัจจุบันที่การเรียนรู้เปิดกว้าขึ้นมากผู้สมัครงานสามารถฝึกฝนทักษะเหล่านี้ได้ด้วยตัวเองหามีความชอบในด้านนี้และคุณจะสามารถหางานได้ง่ายขึ้นและเป็นงานที่ท้าทายทีเดียว

เมื่อหุ่นยนต์ถูกนำมาใช้คัดเลือกผู้สมัครงาน ทำยังไงกันดีเหล่ามนุษย์

โลกในยุคดิจิทัล นี้มีเทคโนโลยีสุดว้าวที่มาอำนวยความสะดวกให้กับผู้คน และในอีกมุมหนึ่งเทคโนโลยีก็เข้ามาทำงานหลายอย่างแทนมนุษย์จากที่เรามักคิดว่าเทคโนโลยีจะทำงานที่เป็น Hard Skill ได้นั้น ต้องคิดใหม่แล้วเพราะเทคโนโลยีอย่าง  AI มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้ใกล้เคียงกับมนุษย์และกำบังมีบทบาทในการเข้ามาคัดเลือกผู้สมัครงาน 

อย่างกรณีของ บริษัท Unilever ซึ่งมีสินค้าอยู่ในสังกัดมากกว่า 400 แบรนด์ ใช้วิธีการรับสมัครงานมนุษย์โดยใช้ AI ในการทำงานคัดสรรว่าใครจะมีคุณสมบัติตรงกับที่องค์กรต้องการ และจะคัดผู้สมัครงานที่ไม่เพียงพอออกจากการแข่งขัน   น่าสนใจไปมากกว่านั้น ผู้สมัครงานที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรกต้องเข้าสู่การทดสอบด้วย ออนไลน์ 12 เกมส์เพื่อทดสอบความสามารถทางด้านต่างๆของตัวเอง

สิ่งที่ AI ทำการประเมินผู้สมัคงาน ทำได้จากการประมวลเกี่ยวกับ จากคำศัพท์ที่ใช้ สีหน้าท่าทาง อารมณ์ภาษากาย ปฏิกิริยา ความรวดเร็วในการตอบคำถาม โดยจะวิเคราะห์ออกมาเป็นระดับความฉลาด บุคลิกภาพ และความมั่นคงทางอารมณ์  มีการใช้ระบบ AI มาสักพักหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถสรุปอย่างเป็นทางการว่ามันจะให้ผลลัพธ์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำแต่แน่นอนว่ามันสามารถช่วยลดระยะเวลาการทำงานของการคัดเลือกคนทำงานได้เป็นอย่างมาก

การพัฒนา AI ในปัจจุบันยังคงเป็นการควบคุมโดยมนุษย์แต่เราก็ได้เห็นก้าวต่อไปสู่การก้าวไปสู่วิธีการทำงานแบบ Automation ที่ทำให้มนุษย์ต้องเริ่มมาตระหนักคิดแล้วว่าจะพัฒนาศักยภาพของตัวเองยังไงไม่ให้ AI มาแย่งงานทำ หรือจริงๆแล้วเมื่อ AI มาทำงานแทนคุณได้คุณต้องสามารถสร้าง Value อื่นๆให้กับองค์กรเพื่อความอยู่รอดในสายงานของคุณ

แม้เราจะเคยผ่านการใช้ชีวิตร่วมกับระบบ Automation มาแล้วเช่น การทำงานที่ตอบสนองผลลัพธ์สั้นๆ แต่ ในยุคที่ผ่านมา Automation ยังไม่ใช่ระบบที่สมบูรณ์มากนัก แต่วันนี้และวันข้างหน้าไม่เป็นเช่นนี้แล้ว มนุษย์ต้องเตรียมตัวเองให้ดี วันนี้ AI ทำหน้าที่คัดเลือกผู้สมัครงาน วันหน้าอาจไม่จำเป็นว่าคุณต้องมาสมัครงานเพราะ AI ทำงานแทนคุณอย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อไปถึงจุดนั้นมนุษย์ก็ต้องหาความชอบธรรมในการทำงานที่มีคุณค่า ในอนาคตอันใกล้นี้ อัตราการว่างงานน่าจะเพิ่มขึ้นเพราะ AI ไม่ได้หยุดพัฒนา AI ทำงานอย่างไม่เหนื่อย ไม่บ่น ไม่เรื่องมาก แต่คนล่ะคุณเป็นแบบนั้นไหม

ถ้ามนุษย์จะสู่ AI ได้คุณต้องสามารถให้ในสิ่งที่ AI ไปไม่ถึงคือการให้ความคิดสร้างสรรค์ การให้บริการที่มีการใส่อารมณ์ความรู้สึก ความจริงใจความเป็นมนุษย์ลงไป ในขณะที่ทักษะที่ต้องการการคิดวิเคราะห์ที่ซับซ้อนมากๆ การวินิจฉัยสิ่งต่างๆที่มีความละเอียดและต้องใช้ความรู้สึกร่วมด้วย เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

5 เทคนิคพิชิตใจ HR สมัครงานครั้งไหนก็ไม่ต้องหวั่น

ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์หรือ HR เป็นด่านแรกที่คุณจะต้องเจอเมื่อไปสมัครงาน การพิชิตใจให้คน HR ประทับใจในตัวคุณซึ่งเป็นผู้สมัครงานจึงสำคัญมาก เมาดูกันเถอะว่าคน HR มองหาอะไรในตัวผู้สมัคร ที่จะยกให้เป็นผู้สมัครที่เข้าข่ายน่าสนใจ

1. เริ่มจากแสดงให้ฝ่าย HR รู้ว่าคุณมีทักษะพร้อมในการทำงาน

มีความรู้หรือทักษะในสายงานที่ได้ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสายงานหรือตำแหน่งงานที่สมัครได้   เพราะหากคุณพร้อมในการทำงานองค์กรจะสามารถลดค่าใช้จ่ายใยหารเทรนงานและฝึกอบรมคุณลงได้มาก   ยิ่งถ้าคุณมีทักษะเฉพาะทางจะทำให้คุณโดดเด่นและดูมีภาษีดีกว่ากว่าคนอื่นๆ

2. สื่อสารให้ HR รู้ว่าคุณมีทัศนคติที่ดีกับองค์กรที่มาสมัครงาน

หน้าที่ของ HR คือการทำให้คนมีความรักและผูกพันกังองค์กร คนที่มีทัศนคติที่ดีต่อองค์กร ตำแหน่งงาน  เพื่อนร่วมงาน หรือสิ่งรอบๆ ตัว จะช่วยให้การทำงานราบรื่นและออกมาดี  ดังนั้นอย่าลืมที่จะแสดงให้ HR เห็นด้วยว่าคุณมีลักษณะนิสัยที่เหมาะกับองค์กรของเขา เช่น ชื่นชอบในแนวทางการทำงานขององค์กร ศรัทธาความสามารถของผู้บริหาร ใฝ่ฝันที่จะมาทำงานในองค์กรนี้มานานแล้ว

3. เสนอว่าคุณสามารถเพิ่มผลตอบแทนให้กับองค์กรได้

ด้วยวิธีต่างๆข้อนี้จะเห็นผลได้ดีในกรณีผู้สมัครงานที่ทำงานมานานและเปลี่ยนองค์กร  คนที่มีประสบการณ์ในสายงานนั้นๆ จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคตได้ การที่ HR สามารถคัดเลือกคนที่สร้างผลตอบแทนให้องคกรได้ถือเป็นสิ่งที่สะท้อนการทำงานที่ประสบความสำเร็จของฝ่าย HR ด้วย

4. ทำให้ HR เชื่อมั่นว่าคุณมีความสามารถที่จะมาทดแทนทักษะและประสบการณ์ที่ขาดไป

อธิบายสิ่งที่คุณเคยทำ และทักษะที่คุณได้รับมาจากการทำงานที่ผ่านมา หลายองค์กรมีความเร่งรีบในการหาผู้สมัครงานที่ต้องพร้อมต่อการทำงานในทันทีและต้องรีบหาคนใหม่มาแทนคนเก่า การที่คุณแสดงออกว่าพร้อมในการเริ่มงานและจะมาสานงานต่อเนื่องได้จะทำให้คุณเป็นคนที่ถูกเลือกได้ง่ายๆ

5. จงเรียกเงินเดือนที่สมเหตุผล

การพิจารณาเงินเดือนเป็นส่วนสำคัญที่ฝ่าย HR ต้องพิจารณาคุณควรที่จะแสดงให้เห็นว่าเงินเดือนที่คุณเรียกนั้นองค์กรมีความสามารถในการจ่ายและเป็นไปตามอัตราโครงสร้างเงินเดือนของตลาดงาน เพื่อที่ HR จะสามารถนำส่วนนี้ไปเสนอต่อผู้เกี่ยวข้องอื่นๆได้ อย่างสมเหตุผล หลายคนเรียกเงินเดือนเกินความสามารถแม้คุณมีคุณสมบัติน่าสนใจแต่อาจถูกปฏิเสธโดยที่ยังไม่ได้แสดงออกให้ทราบถึงความสามารถของคุณ ด้วยซ้ำไป

เมื่อถูกสัมภาษณ์งานด้วยคำถาม เงินเดือนที่คาดหวัง ตอบยังไงให้ดูมีชั้นเชิง

การเรียกเงินเดือน ต้องคำนึงถึงหลายส่วนทั้งความสามารถของคุณ และความสามารถในการจ่ายขององค์กร รวมถึงค่าจ้างเงินเดือนที่อิงกับตลาดแรงงาน พบว่าปัญหาของผู้หางานที่สมัครงานแล้วไม่ได้งาน อาจมาจากเงินเดือนที่ระบุในใบสมัครงาน  ที่ไม่สอดคล้องกับปัจจัยในการกำหนดเงินเดือนตามที่กล่าวมาในข้างต้น  และพบว่านักศึกษาจบใหม่ ที่เรียกเงินเดือนสูง ทั้งที่ยังไม่มีประสบการณ์ หรือแม้แต่คนทำงานมานานที่ไม่รู้ว่าโครงสร้างเงินเดือนควรจะเป็นเป็นเช่นไร แล้วยิ่งเมื่อถูกสัมภาษณ์งานด้วยคำถาม เงินเดือนที่คาดหวัง ตอบยังไงให้ดูมีชั้นเชิง  เรามาดูเทคนิคในการเรียกเงินเดือนกันเถอะ

คุณควรหาข้อมูลเกี่ยวกับอัตราเงินเดือนในตำแหน่งงานที่คุณสมัคร เช่น จาก Salary Survey ที่มีหลายองค์กรที่ทำ สามารถนำมาใช้เพื่ออ้างอิงในการเรียกเงินเดือนของคุณโดยในเอกสารนั้นจะบอกอัตราเงินเดือนในแต่ละอุตสาหกรรมและบอกคุณสมบัติของคนทำงานที่สอดคล้องกับอัตราเงินเดือน

บอกกล่าวถึงความสามารถของคุณ  ว่าคุณมีความสามารถมากพอที่จะเรียกเงินเดือนตามที่ต้องการอย่างไร และเงินเดือนที่จ่ายให้คุณ คุณสามารถที่จะสร้างรายได้ให้กับองค์กรได้อย่างไร  เน้นย้ำว่าจุดแข็งและความสำเร็จของคุณ จะนำมาใช้ในเกิดประโยชน์แก่บริษัทได้อย่างไร เมื่อนายจ้างเห็นคุณค่าก็ไม่ยากที่องค์กรจะพร้อมจ่ายเงินเดือนให้คุณ

การตอบว่าเงินเดือนที่เรียกไปนั้นสามารถจัดการกกับค่าใช้จ่ายและการวางแผนชีวิตในอนาคตของคุณอาจจะไม่ใช่สิ่งที่องค์กรต้องการรู้  และผู้สมัครงานไม่ควรพูดเรื่องเงินเดือนถ้าผู้สัมภาษณ์ยังไม่ถาม เพราะนายจ้างอาจมองว่า คุณให้ความสำคัญเรื่องเงิน

ในกรณีที่คุณเรียกเงินเดือนสูงกว่าที่คุณเคยได้รับจากที่ทำงานเดิม  ผู้สมัครงานต้องแสดงให้เห็นว่าด้วยประสบการณ์และความสามารถรวมทั้งหน้าที่รับผิดชอบที่คุณจะทำให้กับองค์กรใหม่นี้คุณสามารถทำอะไรได้มากขึ้นจึงเป็นความสมเหตุสมผลที่คุณจะดีรับเงินเดือนมากขึ้น เช่น ในหน้าที่รับผิดชอบของตำแหน่งผู้จัดการแผนกในองค์กรที่มีขนาดใหญ่นี้มีหน้าที่รับผิดชอบมากกว่าองค์กรขนาดกลางที่คุณเคยทำงานมา ต้องใช้ทักษะความสามารถที่มากขึ้นและคุณต้องมีการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ จึงควรได้รับเงินเดือนในอัตราที่เสนอ

จำไว้ว่าอย่าเอาเป็นเอาตายกับการเจรจาต่อรองเงินเดือน คุณอาจตกลงกับนายจ้างว่า คุณยอมรับเงินเดือนตามที่นายจ้างเสนอและหากผลงานเป็นที่น่าพึงพอใจ คุณขอปรับเงินเดือนในภายหลังได้หรือไม่  การดูเงินเดือนที่เป็นตัวเงินไม่เพียงพอต่อการพิจารณาว่าคุ้มค่าหรือไม่ให้ผู้สมัครงานดูรวมไปถึงค่าตอบแทน สวัสดิการ รวมถึงสิ่งที่คุณจะได้รับเมื่อมาทำงานในที่ทำงานใหม่ด้วย เช่น สามารถทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เนื้องานที่คุณชอบ บรรยากาศในการทำงานที่ดีต่อคุณภาพชีวิต มีโอกาสที่จะได้ร่วมงานกับคนเก่งๆ ทำให้คุณทำงานอย่างมีความสุข  สิ่งเหล่านี้ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของค่าตอบแทนเช่นกัน

โดยสรุปแล้วคุณควรที่จะแสดงข้อมูลเหล่านี้ประกอบการตอบคำถาม คือ  โครงสร้างเงินเดือนในตลาดงาน  คุณค่าประสบการณ์ ความสามารถ และทักษะในการทำงานที่มี สิ่งที่คุณสามารถทำให้กับองค์กร เพื่อแสดงว่าเงินเดือนที่จ่ายมามีความคุ้มค่าที่นายจ้างจะจ่ายให้คุณ

ตอบอย่างไรดีเมื่อถูกสัมภาษณ์ว่าทำไมออกจากงานเก่า

คำถามในลักษณะนี้ผู้สัมภาษณ์ต้องการทดสอบผู้สมัครงานในเรื่องทัศนคติ ต้องคิดว่าจะตอบอย่างไรให้ไม่กระทบถึงที่ทำงานเก่าแม้ว่าคุณจะมีเรื่องไม่พอใจที่ทำงานเดิม แต่ก็มักจะถูกถามจี้ๆ เพื่อให้พูดถึงปัญหาจริงๆ เช่น หาผู้สัมภาษณ์สงสัยว่าคุณอาจทำงานผิดพลาดหรือมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน แต่จำไว้ เหตุผลมากมายที่พูดถึงความไม่พอใจไม่เป็นผลดีกับคุณ จงมีสติและลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ดู

  1. แสดงให้รู้ว่าสาเหตุเกิดจากตัวคุณเอง เช่น คุณมีความต้องการเปลี่ยนงานเพื่อความก้าวหน้า และโอกาสในหน้าที่การงาน ที่ทำงานเดิมไม่ตอบโจทย์ในเรื่องนี้ การสมัครงานที่ใหม่มีตำแหน่งที่สอดคล้องกับความต้องการของคุณ  จากความสามารถและการสั่งสมความรู้ละแสวงหาความรู้เพิ่มเติมทำให้คุณอยากทำงานที่จะได้ใช้ความรู้ ความสามารถนี้สร้างผลประโยชน์ให้กับบริษัทได้มากขึ้น
  2. สะท้อนให้เห็นว่าตัวงานใหม่เป็นสิ่งที่คุณมองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาตัวเอง เป็นการขยายความจากการตอบข้อแรก คุณต้องกล่าวให้ผู้สัมภาษณ์รู้ว่า การมาสมัครงานที่ใหม่นี้คุณมีความมุ่งมั่นตั้งใจ ที่จะมาทำงานที่มีความท้าทาย และความท้าทายที่ว่านี้หาไม่ได้จากงานในองค์กรเดิม เช่น งานในองค์กรที่มาสมัครงานในครั้งนี้ ให้ใช้ความสามารถในการประสานงานกับองค์กรต่างชาติ ได้ร่วมงานกับต่างชาติ และมีโอกาสดูแลโครงการขนาดใหญ่
  3. บอกให้ฟังว่าบริษัทที่คุณมาสมัครงาน มีข้อดีที่จะส่งผลให้คุณสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างไร เช่น มีความมั่นคง มีระบบการทำงานที่เป็นมืออาชีพ  เป็นองค์กรระดับชาติ คุณมองเห็นแนวทางในการเดินไปสู่การพัฒนาตัวเอง ได้อย่างไร

 

อย่างไรก็ตามควรที่จะหลีกเลี่ยง ในการตอบว่า รายได้ ผลตอบแทนหรือสวัสดิการที่จะได้จากองค์กรใหม่มีมากกว่าองค์กรเดิม และจำไว้ให้ดีว่าไม่ควรพูดอะไรให้เสื่อมเสียแก่เจ้านาย หรือที่ทำงานเก่าควรพูดในสิ่งที่เป็นด้านดีๆ และย้ำว่าการออกจากที่เดิมคุณ “ต้องการความก้าวหน้า”

อีกอย่างพยายามตอบคำถามที่กระชับ ไม่ต้องตอบคำถามให้ยืดยาว ตอบให้ตรงจุด และสั้นมากที่สุด อย่าตอบให้ออกมาในลักษณะการแก้ตัว หากถูกถามจี้ว่าคุณมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานหรือไม่ ถ้าความจริงคือมี การตอบให้ดูดี สามารถตอบได้ เช่น  ในการทำงานเป็นทีมการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายเป็นสิ่งที่ดี อาจมีการแสดงความคิดเห็นที่ค้านกันอยู่บ้างแต่ทุกคนจะเคารพกัน  หรือ  มีคนที่มีทัศนคติหรือความชอบที่ต่างกันอาจจะมีกระทบกันบ้างแต่ในเวลาทำงานคุณสามารถทำงานร่วมกับทุกคนได้อย่างมืออาชีพ เป็นต้น

สุดยอดคำถามที่ต้องเจอเมื่อไปสัมภาษณ์งาน

สำหรับหลายคนที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงานเมื่อผ่านการสมัครงานไปแล้ว การถูกเรียกสัมภาษณ์งานคือสิ่งต่อไป และก็มักจะรู้สึกตื่นเต้น มีความประหม่า เมื่อเจอคำถามต่างๆไม่รู้จะตอบอย่างไรดี  จึงๆแล้วหลักในการตอบคำถามสัมภาษณ์ ควรตอบให้ตรงประเด็น กระชับ ได้ใจความ แสดงตัวตนและมีความคิดสร้างสรรค์

คำถามสัมภาษณ์ที่ผู้สมัครงานมักจะพบเจอ ถูกรวบรวมเอาไว้เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับการเตรียมตัว คิดว่าจะเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยให้ผู้สมัครงานสามารถตอบคำถามได้ดีขึ้นมาดูกันเลย

1.แนะนำตัวและเล่าเกี่ยวกับตัวคุณให้เราฟังหน่อย

ข้อนี้เขาต้องการทดสอบการบริหารเวลาและการแสดงความคิดรวบยอด ควรตอบด้วยเวลา 2-3 นาที ให้มีเนื้อหาครอบคลุม นอกจากแนะนำตัวบอกความสามารถ แล้วควรบอกเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงเป็นผู้สมัครที่ดีที่สุดสำหรับตำแหน่งนี้ ไม่ต้องเล่าทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเอง เลือกที่เป็นจุดเด่นเพื่อทำให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกสนใจในตัวคุณ

2. ทำไมคุณคิดว่าเหมาะกับงานนี้

ให้บอกเล่าประสบการณ์และความสามารถที่เคยผ่านมา ประกอบกับเหตุผล เช่น สิ่งที่เป็นจุดเด่นของคุณและความแตกต่างจากผู้สมัครคนอื่น  สำหรับคนจบใหม่ให้บอกเล่ากิจกรรมที่เคยทำมาในสมัยเรียน เช่น ออกค่าย ฝึกงาน ทำงานพิเศษ   จำไว้ว่าการแสดงความมั่นใจในตัวเองเป็นสิ่งดีแต่อย่างคุยไปในลักษณะโอ้อวด

3. รู้ไหมว่าตำแหน่งที่สมัครรับผิดชอบงานอะไร

เบื้องต้นทุกคนต้องรู้อยู่แล้วว่าองค์กรเปิดรับตำแหน่งนี้เข้ามาทำอะไรจาก คำอธิบายงาน (Job Description)  ควรตอบให้สั้นและกระชับและแสดงให้เห็นว่าตำแหน่งงานนี้มีความรับผิดชอบที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนองค์กรอย่างไร และคุณจะทำงานในตำแหน่งนี้ให้มีผลด้านบวกกับองค์กรและฝ่ายงานอื่นอย่างไร

4. จุดมุ่งหมายระยะยาวในการทำงานของคุณคืออะไร

ให้ตอบถึงสิ่งที่อยากทำในอนาคต และต้องบอกวิธีที่จะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ ควรจะเกี่ยวข้องกับงานที่สัมภาษณ์  เช่น ทำงานในตำแหน่งพนักงานขายที่มีความเชี่ยวชาญ โดยสามารถที่จะเสนอขายสินค้าให้กับลูกค้ารายใหญ่ สามารถพัฒนาทีมขายให้มีประสิทธิภาพ โดยที่ตนเองเข้ารับการฝึกอบรมพัฒนาทักษะและความสามารถอยู่ตลอดเวลา

5. จุดอ่อนของคุณคืออะไร

ตอบความจริงออกไป และแจ้งว่ากำลังปรับปรุงหรือพัฒนาควรบอกผลลัพธ์หลังการปรับปรุงด้วย เช่น กำลังฝึกภาษาญี่ปุ่น โดยเรียนมาแล้ว 2 ครอส ผลการทดสอบรอบแรกผ่านมาด้วยดี กำลังพัฒนาให้สามารถใช้งานได้คล่องขึ้น

6. ความสำเร็จสูงสุดในชีวิตของคุณคืออะไร

บอกเล่าความรู้สึกภูมิใจที่สุดในช่วง 1-2 ปีของการทำงาน บอกถึงวิธีการ อุปสรรคที่เกิดขึ้น และบอกวิธีแก้ไขปัญหา เพื่อบอกให้รู้ว่าคุณมีศักยภาพในการแก้ไขปัญหา  นอกจากเรื่องงานควรบอกสิ่งอื่นที่คุณภูมิใจ เช่น สามารถดาวน์บ้านให้พ่อแม่ได้ สามารถเก็บเงินสดซื้อรถได้ แต่ไม่ต้องเน้นมากจะดูเป็นการนอกเรื่องเกินไป

เด็กจบใหม่ต้องเตรียมตัวอย่างไรเมื่อไปสมัครงาน

ทุกปีมีบัณฑิตจบใหม่ร่วมแสนคนทุกคนเมื่อจบการศึกษาแล้วก็มุ่งเข้าสู่ตลาดแรงงาน การสมัครงานเป็นสิ่งที่ทุกคนเหมือนว่าต้องทำเพราะถึงเวลาที่จะนำความรู้ที่ได้มาใช้ในการทำงานจริง แต่หลายคนเมื่อไปสมัครงานแล้วก็จะพบว่าองค์กรต่างๆต้องการคนที่มีประสบการณ์ แล้วเด็กจบใหม่จะทำยังไงดี การเตรียมตัวสำหรับการสมัครงานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เด็กจบใหม่ทุกคนควรที่จะเรียนรู้ไว้เพื่อเพิ่มโอกาสได้งาน เรามาดูไปพร้อมกันว่าเด็กจบใหม่ควรที่จะเตรียมตัวอย่างไรเมื่อต้องไปสมัครงาน

สมัครงาน
เริ่มจาก  ตอบคำถามตัวเองให้ดีกว่าอยากอยู่ในสายอาชีพอะไร  แม้ว่าหลายคนจะเรียนสาขาวิชาที่มีความเป็นวิชาชีพสูง เช่น วิศวกรรม ศึกษาศาสตร์  การบัญชี แต่คุณไม่จำเป็นต้องทำงานในสายอาชีพเท่านั้น ต้องคิดว่างานไหนที่เหมาะสมกับเรา ทำแล้วมีความสุข และคุณมีความสามารถสำหรับทำงานอะไรชีวิตการทำงานต่างจากการเรียนบางคนเรียนไปแล้วรู้ว่าไม่ชอบสิ่งที่เรียน แล้วยังจะมาใช้ชีวิตกับสิ่งนี้อีกคุณอาจกำลังหลงทาง  เมื่อพบแล้วว่าจริงๆอยากอยู่ในสายอาชีพอะไร จงหาข้อมูลเกี่ยวกับสายอาชีพนั้น ๆ อาจปรึกษาคนใกล้ตัว เช่น ครอบครัว เพื่อน หรือคนที่อยู่ในสายอาชีพที่เราสนใจ จากนั้นก็วางแผนเข้าสู่สายอาชีพนั้นๆ บางทีคุณอาจต้องศึกษาอะไรเพิ่มเช่น การทดสอบภาษา หรือ ความสามารถที่มีใบประกาศนียบัตรเพื่อใช้ประกอบการสมัครเข้าสู่สายอาชีพที่ต้องการ

จัดทำแฟ้มผลงาน (Portfolio) เพื่อเก็บรวบรวมผลงาน และแสดงให้เห็นประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงาน   เช่น ประสบการณ์การฝึกงาน อบรม กิจกรรม หรืองานพิเศษต่าง ๆ ที่เคยทำมา จัดทำเรซูเม่ ให้มีความน่าสนใจ มากกว่าการเขียนเพื่อบอกเล่าตามแบบฟอร์มเดิมๆ ต้องใส่ใจกับเรซูเม่ให้มากเพราะถือเป็นสิ่งแรกที่ทำให้บริษัทได้ทำความรู้จักคุณ แสดงให้เห็นความพร้อมของคุณต่อการทำงานในตำแหน่งงานที่สมัครและแสดงจุดมุ่งหมายในอาชีพให้องค์กรได้รับรู้

 

เตรียมเอกสารการสมัครงานอย่างรอบครอบ หลายครั้งการเตรียมเอกสารที่ไม่เรียบร้อยของผู้สมัครทำให้องค์กรปฏิเสธการสมัครงานของคนคนนั้นไปเลยเพราะมันสะท้อนถึงความไม่มีระเบียบและความรอบครอบ ให้ถ่ายสำเนาเอกสารสำคัญต่าง ๆ รับรองสำเนาถูกต้องอย่างถูกวิธี  เตรียมรูปถ่ายชุดสุภาพสำหรับใช้ในการสมัครงานให้เรียบร้อยอย่าใช้รูปที่ใส่ชุดครุย จัดเรียงเอกสารให้ถูกต้องตามลำดับ กรอกรายละเอียดใบสมัครให้ครบถ้วน

 

ในการยื่นใบสมัครหากต้องยื่นด้วยตนเอง แต่งกายให้สุภาพ เมื่อต้องเข้าไปในองค์กร เมื่อส่งเอกสารแล้วควรสอบถามระยะเวลาในการติดต่อกลับของเจ้าหน้าที่รับสมัคร เพื่อที่คุณจะได้ทราบการเตรียมตัวในการทดสอบในขั้นตอนต่อไป อย่าลืมกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการสมัครงาน จากนั้นรอการติดต่อกลับ หากองค์กรสนใจในตัวคุณการสัมภาษณ์หรือการทดสอบอื่นๆจะเป็นลำดับต่อไป

สมัครงานออนไลน์ ต้องใช้ข้อมูลอะไรบ้าง

ปฏิเสธไม่ได้ค่ะว่ายุคนี้เป็นยุคเทคโนโลยี การสมัครงานโดยผ่าช่องทางออนไลน์นับเป็นเรื่องที่สะดวกสบายไปร้อยแปดจริงๆ ค่ะ การสมัครงานออนไลน์ ต้องใช้ข้อมูลอะไรบ้าง ตามนี้เลยค่ะ

ข้อมูลส่วนตัว ซึ่งในที่นี้หมายถึง ข้อมูลอื่นๆ ที่นอกเหนือจากชื่อ นามสกุล ที่อยู่นะคะ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ต้องกรอกลงไปในใบสมัครออนไลน์อยู่แล้วค่ะ ข้อมูลที่นอกเหนือจากใบสมัคร หมายถึง

  • ประวัติการเรียน ตั้งแต่ชั้นมัธยม จนถึงมหาวิทยาลัยระดับสูงสุด เริ่มเรียนปีไหน จบปีเท่าไหร่ เป็นต้นค่ะ
  • ประวัติการทำงาน ในส่วนนี้ก็แน่นอนค่ะ ประวัติการทำงานตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงที่ล่าสุด อันนี้อย่าลืม ปี พ.ศ. ด้วยนะคะ
  • ประวัติการฝึกอบรม โดยปกติในการทำงานบริษัททุกบริษัทจะต้องมีการจัดฝึกอบรมให้กับพนักงานค่ะ เพื่อเป็นการฝึกทักษะหรือพัฒนาบุคลากรในองค์กร ซึ่งเป็นข้อกำหนดของกฎหมายแรงงานค่ะ และหากเรามีประวัติในส่วนนี้ ขอให้เตรียมมาทั้งหมด โดยขอจากฝ่ายพัฒนาบุคลากรของบริษัทนะคะ หากมีประวัติเหล่านี้ก็จะง่ายต่อการพิจารณามากขึ้นค่ะ หากเป็นน้องใหม่ไม่มีประวัติการฝึกอบรมจะทำอย่างไร ไม่ต้องกังวลค่ะ อันนี้ HR เค้าจะทราบจากใบสมัครอยู่แล้วว่าเป็นบัณฑิตใหม่จ้า
  • ข้อมูลในส่วนของหน้าที่ในตำแหน่งงานค่ะ อันนี้เป็นส่วนปลีกย่อยอยู่ในเรื่องประวัติการทำงานนะคะ ในการกรอกข้อมูล เค้าจะมีช่องให้ระบุค่ะในแต่ละที่ทำงานที่ผ่านมา ตำแหน่งเรา ต้องรับผิดชอบงานอะไรบ้าง เขียนตามความจริงได้เลยค่ะ
  • รูปถ่าย หน้าตรง ถูกระเบียบนะคะ ใช้เป็น File Jpeg ค่ะ เราสามารถขอไฟล์จากร้านถ่ายรูปได้ และนำมาลงในคอมพิวเตอร์ จากนั้นทำการแนบไฟล์ภาพได้เลยจ้า โปรแกรมที่เราทำการสมัครงานเค้าจะมีช่องให้ดาวน์โหลดอยู่แล้วจ้า หรือใครจะสแกนรูปก็ได้ ไม่ว่ากันค่ะ แต่ทำวิธีแรกน่าจะง่ายกว่า
  • ไฟล์เรซูเม่ (Resume) อันนี้สำคัญค่ะ ในการเตรียมเรซูเม่ (Resume) จะใช้ข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนะคะ เพียงแต่สิ่งนี้เป็นเอกสารเพิ่มเติมที่เราจะต้องแนบไปในการสมัครงานด้วย เพราะข้อมูลใน เรซูเม่ (Resume) จะมีรายละเอียดมากกว่าสิ่งที่เรากรอกลงไปในเวปค่ะ สิ่งที่เพิ่มเติมมาจากที่เรากรอกไปในเวปคือ เอกสารแนบ เรซูเม่ (Resume) ค่ะ นั่นคือ ใบประกาศนียบัตรต่างๆ ที่เราได้รับมากจากการทำกิจกรรมหรือการฝึกอบรม หรือจากอะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องในการทำงาน เช่น  ใบประกาศการผ่านการฝึกอบรมเรื่อง …….  ใบประกาศเกียรติคุณ การเป็นพนักงานดีเด่น เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นข้อมูลเพิ่มเติมในการพิจารณาเราเข้าสัมภาษณ์งานและรับเข้าทำงานในโอกาสต่อไปค่ะ